ถามเพื่อเปิดใจลูก

“เป็นงัยลูก  วันนี้การบ้านเยอะมั้ย ”

วันนี้ เนอสเซอรี่ชลบุรี บ้านครูน้ำฝน นำบทความดีๆ มาฝาก

คนส่วนใหญ่เวลาคุณลูกหิ้วกระเป๋าใบโต แบกไหล่เอียงเข้ามาในบ้าน หรือเข้ามาในรถ คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะยิงคำถามนี้เข้าใส่ใช่มั้ยครับ  ยังครับ…….ยังไม่ต้องสะดุ้ง  นี่ฉันทำอะไรผิดอีก ถามลูกแค่นี้ผิดด้วยหรือ ?  บอกได้ทันทีเลยครับว่า  ไม่ผิด  ความห่วงใยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกันจะเป็นความผิดไปได้อย่างไร เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม  ชื่นใจไปเสียละไม่ว่า  แต่ผมมีคำเนะนำเพิ่มเติมมาบอก  เพื่อให้การไต่ถามนั้นมีสีสันมากขึ้นครับ  คือ  แทนที่เราจะถามกันแบบเดิม ๆ ด้วยคำถามประมาณว่า  การบ้านเยอะมั้ย ? วันนี้ถูกครูดุหรือเปล่า เพื่อนแกล้งรึเปล่า ? กินข้าวหมดมั้ย ? เรามาเล่นเกมส์ตั้งคำถามแบบใหม่  ให้คำตอบสนุกกันดีกว่าครับ
สังเกตมั้ยครับ  ว่าคำถามแบเดิม ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่มักใช้ไต่ถามคุณลูกนั้นเป็นประจำ  ก็มักจะได้รับคำตอบเดม ๆ กลับมาสั้น ๆ ( แถมยังมาพร้อมกับใบหน้า และน้ำเสียงเซ็ง ๆ อีกเล็กน้อยต่างหาก )  การบ้านเยอะมั้ยลูก ?  ไม่เยอะครับ  /  เยอะค่ะ   วันนี้คุณครูดุหรือเปล่าลูก ?  ไม่ดุค่ะ/นิดหน่อยครับ   กินข้าวหมดมั้ย ? หมดค่ะ (อ้อมแอ้มตอบ  ) /  ไม่ค่อยหมดครับ   หรือบางคนอาจตอบคำถามด้วยคำสั้น ๆ ว่า  “ ไม่รู้ ”  นอกจากคุณลูกที่ช่างพูดช่างเจรจาสักหน่อยนั่นละครับ จึงจะเล่าเจี้ยวแจ้วเป็นคุ้งเป็นแคว
งั้นเราลองมาตั้งคำถามรูปแบบใหม่  ให้ตอบสนุกกันดีกว่า  คำถามรูปแบบนี้เรียกว่า  คำถามปลายเปิด  ครับ   เปิดใจลูกด้วยคำถามปลายเปิด  คุณพ่อคุณแม่คงสงสัยนิด ๆ  ใช่มั้ยครับว่า  ที่คุณหมอบอกว่าสนุกเนี่ยสนุกยังไง  แล้วคำถามปลายเปิดมีดีตรงไหน  ทำไมต้องใช้กันละคร้าบคุณหมอ ก่อนอื่นต้องขออธิบายลักษณะของคำถามปลายเปิดสักเล็กน้อยนะครับ  ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าเปิด  หมายถึงเปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็น  ความรู้สึกต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในคำถามนั้นลักษณะคล้ายๆ ข้อสอบอัตนัย  ให้เขียนบรรยายแสดงความคิดเห็น  ที่คุณพ่อคุณแม่เคยทำสมัยที่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษานั่นละครับ  ทีนี้คำถามปลายเปิดดียังไงเม่อนำมาใช้กับคุณลูก  ก็ดีตรงที่ว่าคำถามลักษณะนี้เป็นการสื่อสารสองทางที่เปิดโอกาสให้ทั้งคุณลูกและคุณแม่คุณพ่อได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันไงครับ คุณลูกเองจะได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งการได้เล่านี่ละครับ จะทำให้เขาได้รู้จักทบทวนเหตุการณ์  สมองน้อย ๆ นั้นจะได้ทำงานในการเรียบเรียงเรื่องราว  ได้ฝึกการพูด  ฝึกการแสดงความคิดเห็น  และได้ฝึกการแสดงความรู้สึกด้วย  ส่วนทางด้านคุณพ่อคุณแม่นั้นนอกจากจะได้รู้ความรู้สึกนึกคิดของคุณลูก  ได้คำตอบ  ( ที่อาจโดนใจ หรือ ไม่โดนใจเลย  ต้องทำใจนิดนะครับ )  ได้เรียนรู้เจตคติ และทัศนคติของคุณลูกแล้ว  ยังเป็นโอกาสที่จะได้สอดแทรกการอบรมเล็ก น้อย  กลับไปให้คุณลูกได้ซึมซับผ่านการพูดคุยอีกด้วย  เพราะข้อดีอย่างยิ่งอีกข้อหนึ่งของคำถามปลายเปิดก็คือ คุณลูกจะไม่รู้สึกตัวว่ากำลังถูกคาดคั้นด้วยคำถามครับ  หนู ๆ   จะรู้สึกเหมือนเป็นการพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน  ดังนั้นพ่อตัวดี แม่ตัวน้อยทั้งหลายก็จะปิดใจจนหมดเปลือก  และช่วงเวลาที่กำลังเผลอตัวเปิดใจอยู่นี่ละครับ  เป็นโอกาสทองทีเดียว ที่คุณพ่อคุณแม่จะสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ เข้าไปให้ลูกได้เรียนรู้  และจดจำ พูดง่าย ๆ  ว่างานนี้คณพ่อคุณแม่ใช้เทคนิค  เล่นทีเผลอ ครับ  มากคุณค่า  แต่ราคาน้ำเต้าหู้ขนาดนี้  คงอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่า  แล้วเจ้าคำถามปลายเปิดนั้นมีหน้าตาอย่างไร

ถามอย่างไรให้เป็นคำถามปลายเปิด
หลักการง่าย ๆ ก็คือ คุณพ่อคุณแม่ลองซ้อมถามตัวเองก่อน  ว่าตั้งคำถามแบบนี้แล้ว  คำตอบน่าจะออกมาเป็นสองทาง  หรือมีทางให้ตอบมากกว่านั้น  งงมั้ยครับ  ถ้างง ลองมาดูประโยคคำถามต่อไปนี้นะครับ  ลองปรับคำว่า  “ มั้ย ”  หลังคำถามมาเป็นคำว่า   “  บ้าง ”  วันนี้การบ้านเยอะมั้ยลูก ?  จะตอบเป็นสองทาง  เยอะ  กับ  ไม่เยอะ  แต่ถ้าปรับเป็น วันนี้มีการบ้านอะไรบ้างลูก ?  คำตอบก็จะมีทางเลือกมากขึ้น  มีรายละเอียดมากขึ้น  วันนี้คุณครูดุมั้ยลูก ?  คำตอบก็จะเป็นสองทางคือ  ดุ  กับ  ไม่ดุ (อาจมีอีกทาง คือ งั้น ๆ )  แต่ถ้าปรับเป็น  วันนี้คุณครูสอนอะไรบ้างลูก ? คำตอบก็จะมีทางเลือกมากขึ้น มีรายละเอียดมากขึ้น  เห็นมั้ยครับ  แค่ปรับคำนั้นนิด  เปลี่ยนคำนี้หน่อย  คำตอบที่ได้จะผิดกันเยอะเลยละครับ ข้อควรระวัง  เล็กน้อยในการสื่อสารพูดคุยกัน  โดยใช้คำถามปลายเปิดก็คือ ต้องระวังเรื่องเบี่ยงเบนประเด็นครับ  เพราะเด็ก ๆ มักจะเล่าเรื่องเจี้อยแจ้ว หัวสมองเล็ก ๆ นั้น  ยังไม่เก่งเรื่องการจัดระเบียบคำพูดให้เป็นระบบ  ดังนั้นคงต้องอาศัยมือโปรแบคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยตบ  ( ผมหมายถึงตบประเด็นนะครับ  ไม่ใช่หมายถึง ศีรษะคุณลูก ) ให้การบอกเล่าเรื่องราวนั้นอยู่ในทิศทางในทาง  เช่น คุยกันเรื่องคุณครูอยู่ดี ๆ  คุฯชายตัวน้อยเธอเกิดอยากจะเปลี่ยนประเด็นไปเล่าเรืองเพื่อนที่ยืมยางลบแล้วไม่คืนซะอย่างนั้น  เจออย่างนี้เข้าไปคุณพ่อคุณแม่ก็อาจช่วยเตือนครับว่า  “ เมื่อกี้หนูยังเล่าเรื่องคุณครูไม่จบเลยลูก  แล้วยังไงต่อนะ  พ่อกำลังฟังสนนุกอยู่เชียว ”  หรือถ้าคุณลูกเกิดแบตหมด  เล่าอยยู่ดี ๆ เงียบงันไปซะอย่างนั้น  คุณพ่อคุณแม่อาจต้องช่วยกระตุ้นสักเล็กน้อย  เพราะเด็ก ๆ  นี่นะครับ  บางทีเขาเงียบ  ไม่ใช่เพราะเขาหมดเรื่องเล่านะครับ  แต่เขาเงียบเพราะเขากำลังคิด  ( นะจะบอกให้ )  ต้องให้เวลาเขาสักนิดครับ  หรือคุณพ่อคุณแม่อาจช่วยกระตุ้นสักนิด  ด้วยการพูดซ้ำในสิ่งที่คุณลูกพูด เช่น  “ เมื่อกี้หนูบอกว่าเพื่อนยืมยางลบไป  แล้วไม่คืนใช่มั้ยลูก  แล้วยังไงต่อครับ ”   หรืออาจใช้วิธีให้กำลังใจ  ด้วยการบอกคุณลูกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังตั้งใจฟังอยู่นะ  เช่น “ แล้วเพื่อนเค้าคืนยางลบหนูมั้ยคะ  คุณแม่อยากรู้จังเลย ”    หรือ  “  หนูคิดอะไรเอ่ยคุณแม่รอฟังอยู่นะคะ ”  ง่ายใช่มั้ยครับ  แค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบคำถามสักเล็กน้อย  การพูดคุยที่เคยแห้งแล้ง  ชนิดที่คำถามตอบครึ่งคำระหว่างคุณลูกกับคุณพ่อคุณแม่ก็จะเพิ่มรสชาติได้อีกเยอะทีเดียว  ลองนำไปใช้กันดูนะครับ

อ้อ !  ผมลืมบอกเรื่องสำคัญมากไปอีกอย่างหนึ่ง คือ  การจะใช้คำถามปลายเปิดให้ได้ผลดีที่สุดนั้น  คือต้องมาพร้อมกับหัวใจที่พร้อมจะเปิดใจรับฟัง  และทำความเข้าใจของคุณพ่อคุณแม่ด้วยครับ ขอให้คุณลูกสนุกกับการตั้งคำถาม  และการตอบคำถาม ทั้งคุณพ่อคุณแม่  และคุณลูกนะครับ

ผู้เขียน : รศ.นพ.ชิษณุ       พันธุ์เจริญ
นพ.พงษ์ศักดิ์      น้อยพยัคฆ์

แสดงความคิดเห็น